วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"The intern" review by leader


The Intern ภาพยนต์ที่สอดแทรกแง่คิดสะกิดใจชั้นเลิศ

     หลังจากดูภาพยนต์เรื่องนี้ในโรงภาพยนต์ ในรอบท้ายๆที่หนังกำลังจะลาโรงไปแล้วนั้น ปรากฏว่าคนยังเข้าไปดูเต็มโรงอยู่เลย แสดงว่าเสียงตอบรับดีมาก เหมาะกับคนวัยทำงานที่กำลังหาแรงบันดาลใจในการทำงาน ขอบอกตรงๆว่าหลังจากดูเสร็จประทับใจมากครับ ตัวหนังสามารถสอนเราได้หลากหลายแนวทางเลยที่เดียวทั้งในแง่ของความแตกต่างของวัยหรือที่ชอบเรียกกันว่า Gen,Gen X,Gen Y,Gen M,Baby Boomer คาดว่าน่าจะเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ซึ่งนำเสนอได้ดีมากครับ แต่วันนี้ผมจะขอนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่งนั้นคือ มุมมองของผู้นำ ผมขออนุญาตินำเสนอความเป็นผู้นำของทั้งสองรุ่นที่สามารถมองเห็นและติดตามได้

     ผู้นำมีความพร้อม ในมุมมองนี้ของนักแสดง Robert De Niro รับบท Ben Whittaker เมื่อได้รับเลือกเข้าโครงการ ผู้โอวุโสฝึกงาน เบ็น ก็เตรียมตัวเป็นอย่างดีทั้งการแต่งกาย การปรับเวลาชีวิตประจำวัน การเตรียมพร้อมก่อนนอน รวมถึงการพกผ้าเช็ดหน้า 1 ผืนเพื่อเป็นความพร้อมเวลาสุภาพสตรีเสียน้ำตา ก็เป็นความรู้ใหม่จริงๆว่า ผู้ชายพกผ้าเช็ดหน้าไว้ สำหรับซับน้ำตาสุภาพสตรี การเตรียมความพร้อมในการทำงานถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยผู้นำโดยแท้จริง นั้นหมายความว่าผู้ควรที่จะมีความพร้อมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ตอนไหน สถานที่ใด ก็ตามแม้กระทั้งสามารถขับรถได้โดยรู้เส้นทางที่จะไปก่อนที่จะรู้ว่าต้องไป นั้นละผู้นำที่มีความพร้อม


     ผู้นำสังเกตุถึงรายละเอียด รายละเอียดคือการแยกสิ่งที่ไม่ธรรมดาออกจากสิ่งที่ธรรมดา ผู้นำชั้นเลิศมองแค่หางตาก็รู้ถึงรายละเอียด เชื่อมโยงได้อย่างมีเหตุและผล ช็อตที่ เบ็น มองลงไปยัง ไมค์ คนขับรถของจูล และพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั้น ชอบมาก ชอบมากที่สุด หากเป็นพนักงานทั่วไปก็คงมองผ่านและคิดว่า ไมค์เป็นคนขี้เมาธรรมดา แต่กับผู้นำที่มีความเป็นมองอาชีพไม่สามารถที่จะมองผ่านๆได้ แต่สามารถสังเกตุเห็นและเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที่ แต่จากตัวหนังผมมองว่ามุมมองนี้ค่อนข้างที่จะโหดร้ายสักนิด ผู้อาวุโสฝึกงานอายุ 70 ยังต้องไปขับรถอีก งงกับหนังนิดหน่อยแต่ ถ้ามองในมุมผู้นำถือว่ายอดที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่นโต๊ะไม่เป็นระเบียบ ผู้นำไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งแต่สามารถปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องได้โดยไม่สร้างความเดือนร้อนให้กับใคร และการกระทำที่ออกมาโดยความสุจริตย่อมได้รับการยกย่อง


     ผู้นำมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี จากการสังเกตุสู่การปฎิบัติผู้คนส่วนมากมักมองหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่ผู้นำมักมองหาผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งในส่วนของการปฏิบัติและการให้คำปรึกษา เบ็น มักเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเสมอ ทั้งเพื่อนรวมงานที่ไร้ที่อยู่ การจัดโต๊ะที่ไร้ระเบียบ การขับรถให้เจ้านาย การให้คำปรึกษาที่ดีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง การพาเด็กน้อยไปงานปาร์ตี้ การไปประชุมต่างสถานที่กับเจ้านาย เบ็น แสดงความเป็นมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีมาก โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ และไม่โอ้อวดการกระทำของตนกับผู้ใด หายากมากครับ เรียกได้ว่าเป็นการใส่ใจเข้าใจในบุคคล รอบข้างอย่างแท้จริงและโดยจริงใจ โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวของ จูล ที่ประสบปัญหาการนอกใจ ผมบอกเลยอึดอัดมากครับ ช็อตที่เห็น แม็ตอยู่กับผู้หญิงอื่นและ เบ็น เดินเข้าไปหาแม็ตในครัว ลุ้นตั้งนานว่าจะพูดอะไร คิดตามตลอดว่าจะพูดอะไรที่เหมาะสมออกไป แต่เบ็นสามารถพูดในสิ่งที่เกิดขึ้นทางอ้อมและสิ่งที่ควรเป็นเพื่อให้ แม็ต คิดได้ อย่างมืออาชีพจริงๆ หรือแม้กระทั้งช็อตที่ จูล บอกว่ารู้อยู่แล้วว่า แม็ต นอกใจ คุณลองคิดดูสิครับว่าคุณจะให้คำปรึกษาอย่างไร มืออาชีพไม่แสดงความคิดเห็นที่ทำให้เกิดความบิดเบือนของการตัดสินใจ แต่นำเสนอสิ่งที่ผู้ขอคำปรึกษาต้องคิดให้ออก และต้องคิดเอง โดยผู้ให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพเป็นผู้คอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างเสมอแม้กระทั้งการเลือกที่ฝังศพของตนเอง น่ารักมากครับ


     ผู้นำรักษาความลับในแบบของมืออาชีพ หากท่านมีลูกน้องหรือหัวหน้าที่ไม่สามารถรักษาความลับได้ท่านจะรู้สึกอย่างไรกับคนผู้นั้น เบ็น ผู้อาวุโสฝึกงาน รับรู้ถึงข้อมูลข่าวสารที่สำคัญขององค์กร ของเพื่อนร่วมงาน ของชีวิตส่วนตัวของเจ้านายหาก เบ็น เป็นพนักงานทั่วไปที่ไร้ความเป็นผู้นำ ทั้งเรื่องที่ต้องหา CEO เรื่องชีวิตส่วนตัว ความผิดของผู้อื่น ก็คงเป็นเรื่องที่เม้ากัน สนุกปากและสร้างความถดถอยให้กับองค์กรเป็นแน่ แต่เบ็น กลับสามารถรักษาความลับและความสัมพันธ์ร่วมถึงความเมตตาได้อย่างเหนือชั้น ทั้งเรื่อง ไมค์ แอบดื่มเหล้า ผมเข้าใจว่าหากพนักงานขับรถดื่นเหล้าขณะขับรถ โทษในประเทศอเมริกาคงรุ่นแรงมิใช้น้อย แต่เบ็นกลับเลือกที่จะให้โอกาส ไมค์ เพื่อกลับตัว หรือเรื่องความไม่สบายใจของจูล กับการตัดสินใจหา CEO ตามคำแนะนำของผู้ลงทุน ผู้ก่อตั้งองค์กรมักไม่ชอบ CEO ที่เข้ามาใหม่ เพราะกลัวถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบกับสภาวะจิตใจของพนักงาน แต่มืออาชีพที่รับรู้ถึงการพูดคุยของผู้บริหารกลับสามารถเก็บงำความลับไว้ได้เป็นอย่างดี คนส่วนใหญ่ชอบพูดเรื่องที่เป็นความลับหรือเรื่องของผู้อื่นให้อีกคนฟังเพราะทำให้ตนรู้สึกว่าตนเองนั้นสามารถแสดงความเหนือกว่าคู่สนทนาได้ แต่กับมืออาชีพสิ่งที่รู้ไม่ควรเปิดเผยในจังหวะที่ไม่เหมาะสม ผมมีความเห็นว่าความลับเปิดเผยได้ในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม เช่น ตอนที่จูลบอกว่ารู้ว่า แมตท์ นอกใจ เบ็น ก็แสดงออกว่าตนรู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยออกมาก่อนหน้านั้น เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะและเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เรื่องบางเรื่องก็ลำบากในการตัดสินใจเรียกได้ว่า ไม่มีถูกไม่มีผิด มีแต่เวิร์คหรือไม่



     ผู้นำทำงานอย่างมืออาชีพ แสดงออกถึงความรับผิดชอบ งานที่ตนเองถนัดสามารถแสดงออกมาได้อย่างโดดเด่น เช่นตอนที่ เบ็น นำผลการวิเคราะห์การตลาด เพื่อใช้ในการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี เรียนรู้ในสิ่งใหม่ ในผู้คนวัย Baby Boomer นั้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหลีกเลี่ยง แต่กับมืออาชีพเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาสิ่งที่แปลกใหม่และเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่นตอนเปิด APPLE ครั้งแรก ตอนเริ่มเล่น FACEBOOK ทำงานอย่างมืออาชีพนั้นหมายถึงสามารถที่จะรับมือกับการเปลี่ยนและอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี ผมชอบสุดตอนที่แนะนำตนเอง 1 นาที ที่เบ็น บอกว่า ตนทำงานมาตลอดชีวิตกับสิ่งที่ตอนนี้ไม่มีค่าแล้ว คนส่วนมากมักเสียใจ โทษผู้อื่น แต่มืออาชีพเลือกที่จะเรียนรู้ ถึงขึ้นสมัครเป็น ผู้อาวุโสฝึกงาน รวมถึงช็อตที่ เบ็น พูดกับเพื่อนร่วมงานว่า จะกลับก่อนเจ้านายได้อย่างไร ในชีวิตคนเรานั้นมักขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เร่งด่วนและสำคัญ ไม่เร่งด่วนและสำคัญ เร่งด่วนและไม่สำคัญ สุดท้ายไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ เบ็น เลือกที่จะอยู่ในตาราง ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญ นั้นคือการที่จะอยู่ที่ทำงานต่อ แต่ไม่ได้นั่งอยู่เฉยเพื่อรอเจ้านายกลับ แต่เลือกที่จะรอโดยเรียนรู้เรื่องใหม่ๆไปด้วย อย่างการเล่น FACEBOOK เพื่อฝึกการใช้งานให้เกิดความชำนานนั้นเอง


     พูดถึงแต่ เบ็น เดี่ยว จูลจะเสียใจ ผู้นำรู้จักขอโทษ แน่นอนครับไม่มีใครไม่เคยทำผิด แต่ทำผิดแล้วจะทำอย่างไรต่อ ผู้นำมืออาชีพ เมื่อทำผิดก็ขอโทษและเรียนรู้ที่จะแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อน แต่คนทั่วไปเมื่อเกิดความผิดพลาดมักชอบโทษผู้อื่น โทษสถานการณ์ โทษดินฟ้าอากาศ ชอบที่จะหาคนทำผิดมาลงโทษ แต่ไม่ชอบที่จะหาทางแก้ไข จูล ได้แสดงบทบาทการเป็นผู้นำที่น่ายกย่องมากคือ เมื่อรู้ตัวว่าทำผิดก็รีบไปหาเบ็น เพื่อขอโทษและหาทางออกร่วมกันได้เป็นอย่างดี
     ผู้นำมีความรัก จูล ทดลองสั่งของกับบริษัทของตนเองให้มาส่งที่บ้านเหมือนลูกค้าทั่วไป เพื่อดูว่าสินค้าที่ได้รับจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร เมื่อไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ก็พุ่งตรงเข้าไปแก้ปัญหา แสดงให้ดูเป็นตัวอย่างแก่พนักงาน แสดงให้เห็นถึงความรักในสิ่งที่ตนเองทำ พนักงานส่วนมากมักทำงานเพื่อหวังค่าตอบแทนไม่เห็นถึงคุณค่าของงานที่ตนเองทำ ทำให้คุณภาพของงานตกต่ำขาดความใส่ใจ ขาดแรงบันดาลใจ เกิดความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้นำมองรายละเอียดด้วยความรักและทุ่มเท่การกระทำอย่างสุดความสามารถด้วยความรัก หรือแม้กระทั้งฉากแรกที่ จูล รับคำตำนิจากลูกค้าและหาวิธีการแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ลองจินตนาการง่ายนะครับ หากพนักงานที่ทำงานเพียงเพื่อหวังค่าตอบแทนไม่ได้ทำงานด้วยความรัก หากได้รับคำตำนิจากลูกค้าก็มักจะโทษผู้อื่นกระบวนการอื่นที่ตนไม่ได้รับผิดชอบและเริ่มค้นหาผู้รับผิดชอบเพื่อมาแก้ไขปัญหา แต่หากพนักงานผู้นั้นมีความรักในงาน ก็จะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการแก้ไขปัญหานั้นอย่างสุดความสามารถเป็นแน่ ฉะนั้นแล้วจะสังเกตุเห็นได้ว่า ทั้ง เบ็น และ จูล มีความรักในสิ่งที่ตนเองทำ และความรักนั้นขยายตัวไปยังผู้คนรอบข้าง 


     โดยสรุป ผู้นำมีความพร้อมในทุกสถานการณ์ ผ่านการสังเกตุด้วยสายตาที่แหลมคม สามารถรักษาความลับและความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้าง เมื่อทำผิดรู้จักขอโทษและแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และสุดท้ายผู้นำทำงานอย่างมืออาชีพด้วยความรักในงานที่ตนทำ


เขียนผิดหรือเขียนอ่านไม่เข้าใจขอโทษมา ณ ที่นี้ครับ และขอน้อมรับทุกคำแนะนำครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

Dealing with Diminisher

     Diminisher เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงจากหนังสือ "Multipliers" ของลิซ ไวแมน บอกตามตรงครับค่อนข้างอ่านยากพอสมควร เป็นหนังสือเพื่อพัฒนาสภาวะผู้นำ เพื่อให้เป็นผู้นำทวีปัญญา สามารถสร้างทีมงานที่มีต้นทุนเท่าเดิมแต่ผลผลิตและความพึงพอใจของทีมงานมากขึ้นเป็นทวี แต่บทความวันนี้ ท่านที่อ่านอาจจะงงๆ บ้างเพราะวันนี้ผมขอนำเสนอ วิธีรับมือกับ Diminisher ถ้าตามหนังสือกล่าว คำนี้จะหมายถึง ผู้นำที่สามารถทำลายประสิทธิภาพของทีมงาน ของผู้อื่น และขององค์กร คือน่ากลัวมากๆ และความเป็นจริงเราอาจจะเจอกับ Diminisher ในองค์กรของเรามากมายหรืออาจจะไม่เห็นเลย แต่ถ้าเราพบเจอกับ Diminisher เราจะสามารถรับมือได้อย่างไร เพื่อนผมบางท่านก็ลาออกหางานใหม่ บางคนก็หยุดที่จะคิดและได้แต่ทำตามคำสั่งไปวันๆ ถึงขั้นร้ายแรงก็ไม่สั่งไม่ทำ กลายเป็นตัวถ่วงขององค์กรและอาจถึงเลิกจ้างเลยก็ได้ วันนี้มีโอกาสดีครับ เลยอยากช่วยเหลือและให้คำปรึกษาถึงวิธีรับมือกับ Diminisher
     
     Diminisher คือใคร คำตอบไม่ตายตัวครับ แต่ให้ลองดูผู้นำของท่านดังนี้
1. ชอบเอาความดีเข้าตัวความผิดให้ผู้อื่น คือถ้าใครทำอะไรผิดนี่ร้ายแรงมาก ส่วนตัวเองทำผิดก็มักจะทำเป็นลืมหรือทำเหมือนว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้
2. ยุ่งทั้งวันไม่สามารถตอบได้ว่างานไหนที่สำคัญ อะไรทีีสำคัญและมีผลกระทบกับการทำงานหรือทำให้กระบวนการทำงานดีขึ้นมักจะมองไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่ยอมทำ ถึงขึ้นหนักหน่อย บางงานที่ไม่ได้มีความสำคัญแต่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ปัญหาจริงๆมักจะทำเป็นไม่มีปัญหา ส่วนไอ้ที่ไม่ใช่ปัญหามักจะทำให้เกิดเป็นปัญหาได้
3. ฉันเก่งคนเดียว คนอื่นโง่หมด ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ครับมีจริงๆ ผู้นำประเภทที่ทำทุกอย่าง เลียทุกคนเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง ตนเองเก่งมากส่วนคนอื่นในทีมไม่มีชิ้นดีเลยครับ หนักหน่อยก็เริ่มนินทาว่าร้ายคนที่ตนไม่ชอบหาความผิดพลาดของผู้อื่น ไม่ยอมทำงานที่ตนต้องทำให้สำเร็จและสุดท้ายงานไม่สำเร็จก็เป็นความผิดของลูกทีม
4. ไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัวว่าตนมีหน้าที่อะไรในการทำให้ทีมงานประสบความสำเร็จ มักจะมีพื้นที่ปลอดภัยและสามารถทำงานได้แต่ที่ตนเองมั่นใจว่าสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ชอบความท้าทาย ไม่ชอบวางแผนการล่วงหน้า ชอบที่จะทำงานแบบแก้ปัญหาวันต่อวันเพราะทำให้ตนเองดูเก่งมากในสายตาของผู้บริหาร
     ครับอันนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้นเพื่อค้นหา Diminisher แต่ความจริงแล้วอาจจะมีความละเอียดเนื้อหามากกว่านี้สามารถลองศึกษาต่อได้ในหนังสือครับ 

     และวิธีการรับมือกับ Diminisher ที่ทำผู้ที่ร่วมงานด้วยเกิดอาการท้อแท้ เบื่องาน และหมดประสิทธิภาพ จะมีวิธีการรับมืออย่างไร ผมขอนำเสนอวิธีการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ที่ได้อ่านจากหนังสือเรื่อง The Carpenter โดย Jon Gordon เข้าใจว่าเป็นหนังสือที่ทันสมัยอยู่ในขณะนี้ กับสามวิธีที่ได้ผลมากนัก และผมยังได้ลองนำไปใช้งานจริงแล้วด้วย

1. รัก จงรักในความทุกข์ยากตกระกำ เพราะว่ามันจะทำให้คุณซาบซึ้งในความสำเร็จ จงรักในความท้าทาย เพราะมันทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น จงรักในการแข่งขัน เพราะมันจะทำให้คุณพัฒนาตัวเอง จงรักในคนที่คิดลบ เพราะเขาจะทำให้คุณคิดบวก จงรักในคนที่ทำให้คุณเจ็บปวด เพราะเขาสอนให้คุณรู้จักการให้อภัย จงรักในความหวาดกลัว เพราะมันทำจะทำให้คุณเป็นคนกล้าหาญ สรุปรักครับ ยิ่งเกลียดหรือโกรธใครให้คุณยิ่งรักให้มากกว่าที่เราเกลียดหรือโกรธ ผมเคยลองทฤษฎีนี้มาแล้วครับได้ผมมาก เจ้านายคนก่อนไม่ชอบผมเลย กดดันผมทุกวิธี แต่สิ่งที่ผมตอบแทนคือความรักครับ ถ้าเราตอบแทนคนนั้นด้วยสิ่งที่เขาให้เรามาเราก็ไม่ต่างจากเขา แต่ถ้าเราตอบแทนเขาด้วยสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา เราจะยังคงเป็นเรานั้นเอง รักให้มากๆ รักทุกคนที่อยู่รอบข้างและที่สายตาคุณสามารถมองเห็น มือสามารถสัมผัส หูยังคงได้ฟัง รักครับ
2. ช่วยเหลือ คุณต้องสามารถเป็นที่ช่วยเหลือได้ และต้องค้นหาความช่วยเหลือก่อนที่ใครสักคนจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ให้คุณพุ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือแม่แต่ Diminisher ที่เป็นผุ้นำของคุณให้ความช่วยเหลือครับ และคุณจะเป็นต้นแบบให้กับเขา เพื่อที่เขาจะได้สามารถหลุดออกมาจากการเป็น Diminisher คุณไม่ได้เกลียดผู้นำขอคุณหลอกครับ คุณแค่เกลียดสิ่งที่เขาทำกับคุณเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นแสวงหาและให้การช่วยเหลือก่อนที่ผู้คนจะร้องขอ
3. ห่วงใยและใส่ใจ ขั้นตอนสุดท้ายคือการห่วงใยและใส่ใจตอคนรอบข้าง ต่องานที่คุณทำ ตอนคนที่คุณคิดว่าเกลียดสิ่งที่เขาทำกับคุณ ไม่ว่าอย่างไรคุณต้องเป็นห่วงและใส่ใจกับคนที่คุณคิดว่าเขาทำเรื่องที่ไม่ดีหรือเรื่องที่ไม่สมควร และต้องเป็นการห่วงใยใสใจจากความรู้สึกที่แท้จริง อย่าเสแสร้งเพราะมันสามารถดูออกได้ง่ายมากและมันน่าขยะแขยงกับความที่ การกระทำไม่ตรงกับความคิด ฉะนั้นคิดบวกไว้ กับทุกคนร่วมถึง Diminisher ของคุณด้วย

     ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งสามข้อเพื่อรับมือกับ Diminisher ของคุณอาจจะต้องใช้เวลาไม่ใช่แค่วันเดียวครั้งเดียว แต่มันต้องใช้เวลาอาจจะเป็นเดือนเป็นปี ถึงจะเห็นผลลัพธ์ แต่มันจะส่งเสริมให้คุณสามารถพัฒนาไปอีกขั้นของความเป็นมนุษย์ รัก ช่วยเหลือ ห่วงใยและใส่ใจ คิดถึงสามคำนี้ไว้ทุกลมหายใจที่เข้าออก ผมมั่นใจว่าท่านจะมีความสุขและได้มิตรภาพดีจาก เหล่า Diminisher ตัวร้ายก็เป็นได้ครับ ได้ผลอย่างไร สามารถเล่าสู่กันฟังได้ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

Systematic Thinking

Systematic Thinking
          การคิดอย่างเป็นระบบ สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนจนเป็นนิสัย ไม่สามารถเรียนรู้ได้ภายในวันเดียวแต่เกิดจากการฝึกคิดและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถแสดงออกมา โดยไม่จำเป็นต้องคิดอีกต่อไป มีตัวอย่างที่น่าสนใจ กล่าวคือ หากทดลองถามเด็ก ๆ ดูว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บางที่เราอาจได้คำตอบประมาณว่า อยากเป็นคุณครู อยากเป็นคุณหมอ อยากเป็นทหาร แต่หากเราลองไปถามเด็กที่อยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมการคิดอย่างเป็นระบบ เช่น สหรัฐอเมริกา ด้วยคำถามเดียวกันนี้คือ โตขึ้นอยากเป็นอะไร อาจได้คำตอบประมาณว่า เป้าหมายของหนูอยากเป็นคุณครูสอนหนังสือในโรงเรียนประถม โดยหนูจะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัย ขณะศึกษาจะหางานพิเศษหลังเลิกเรียนเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท แล้วสมัครงานเป็นคุณครูที่โรงเรียนในมลรัฐ... นี้คือคำตอบของเด็กๆ ที่ถูกฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ คือ ถ้าเราไม่ถามคนต่างชาติบางประเทศว่าคิดอย่างเป็นระบบคืออะไร ผมบอกได้เลยครับว่า เค้าไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะการคิดอย่างเป็นระบบได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนไม่จำเป็นต้องจัดทำเป็นหลักสูตรการคิดอย่างเป็นระบบ แต่โรงเรียนในบ้านเรา เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวให้เด็กๆ เริ่มมีการคิดอย่างเป็นระบบ ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
          ดังนั้นในวันนี้เราจะมาฝึกคิดอย่างเป็นระบบโดย ผมมีวิธีการเบื้องต้นที่สามารถนำไปใช้ได้ ง่ายต่อการประยุกต์ให้เข้ากับการทำงานและชีวิตประจำวัน สิ่งที่เราสนใจจะมาแบ่งปันกันในวันนี้มีดังนี้ครับ

การคิดอย่างเป็นระบบใช้ทำอะไร
          ช่วยในการอ่าน กล่าวคือ เมื่อเราสามารถคิดอย่างเป็นระบบจนเกิดเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวเป็นอัตโนมัติแล้ว เราจะมีความสามารถในการจับประเด็ดการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านรายงานการประชุม การอ่านฟังชั่นออเดอร์ การอ่านหนังสือ ฯลฯ
          ช่วยในการนำเสนอ กล่าวคือ สามารถนำเสนอได้โดยมีการเชื่อมโยงเหตุและผล ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจในประเด็นที่เรานำเสนอได้เป็นอย่างดี
          การเจรจา หรือ การประชุม กล่าวคือ การคิดอย่างเป็นระบบทำให้เราเข้าใจภาพกว้าง และภาพใหญ่สนใจประเด็นที่สำคัญของคู่สนทนาได้เป็นอย่างดี
          การแก้ไขปัญหา กล่าวคือ เมื่อเราสามารถคิดอย่างเป็นระบบได้และ เมื่อเกิดเหตุการที่ต้องการการแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วน เราก็จะสามารถวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ และทำให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนรวมถึงอาจจะสามารถป้องกันการเกิดปัญหาที่ยังไม่เกิดได้อีกด้วย


ประโยชน์ของการคิดอย่างเป็นระบบ
          ช่วยพัฒนาความจำให้ดียิ่งขึ้น
          สามารถวิเคราะห์หาเหตุและผลของความสำเร็จของการทำงาน และความล้มเหลวหรือสิ่งที่ต้องแก้ไขเพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จ
          สามารถเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลังได้ดี
          รู้จักแยกแยะความสำคัญของเรื่องราวด้วยการเปรียบเทียบหาข้อเท็จจริง
          สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นขั้นตอน
          สามารถใช้ชีวิตด้วยการคิดอย่างเป็นเหตุและผล มากกว่าใช้อารมณ์

ภาพรวมการคิดอย่างเป็นระบบ
          1. การทำงานของสมอง
          2. กิจกรรมส่งเสริมการคิด
          3. ขั้นตอนการคิดอย่างเป็นระบบ
                   3.1 สามารถมองเห็นภาพรวม (จุดมุ่งหมายชัดเจนและเห็นภาพในการบรรลุเป้าหมาย)
                   3.2 กำหนดกรอบความคิดและจัดระเบียบสารสนเทศ
                   3.3 คิดจากภาพใหญ่สู่ภาพย่อย
                   3.4 จัดลำดับความสำคัญ
                   3.5 สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุและผล
                   3.6 คิดอย่างเป็นขั้นตอน
                   3.7 จัดความคิดให้เป็นรูปแบบ
          4. อุปสรรคของการคิดอย่างเป็นระบบ

การทำงานของสมอง
โรเจอร์ สเปอร์รี่ (Sperry. R.W. (1982 ), 217, 1223-1226.อ้างใน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,2545:11) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา (neurobiologist) เจ้าของรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1981 ได้ศึกษาระบบและโครงสร้างการทำงานของสมอง โดยทำการทดลองกับคนไข้ที่แกนเชื่อม สมองสองซีก (corpus collosum) ได้รับบาดเจ็บภายหลังการผ่าตัดปรากฏว่าสมองทั้งสองซีกเรียนรู้และแยกกันอย่างเป็นเอกเทศ ทำให้เขาค้นพบความแตกต่างในการทำงานระหว่างสมองซีกซ้ายและสมองซีกขาว 
หน้าที่สมองซีกซ้าย สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การควบคุม การพูด ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ การควบคุมการทำงานของมือขวา เราอาจเรียกการทำงานของสมองซีกนี้ได้ว่าเป็น ส่วนของการตัดสิน 
หน้าที่สมองซีกขวา สมองซีกขวาทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจการเห็นภาพสามมิติ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี เพลง และการใช้จินตนาการในการดำเนินชีวิต รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมือซ้ายเราอาจเรียกสมองส่วนนี้ว่า ส่วนของการสร้างสรรค์ 
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สมองส่วนที่เรียกว่า อาร์คอมเพล็กซ์/อาร์เบรน (R-complex/R-brian) ก็คือส่วนที่เป็นก้านสมอง (Brain stem) ที่อยู่ชั้นในสุด ถัดออกมาเป็นส่วนสมองระบบลิมบิค (Limbic system) ที่เป็นที่ตั้งของจิตตารมณ์ (ความรู้สึกนึกคิด) พื้นฐานเช่นอารมณ์ของการปกป้องดูแลลูกและผู้เยาว์ ความห่วงใยคู่ผัวตัวเมียระหว่างกัน ความอดทนและความภักดี เป็นต้น ส่วนสมองชั้นนอกที่เรียกว่าชั้นคอร์เท็กซ์ใหม่ (Neocortex) ที่เจริญมากในสัตว์ชั้นสูงและมากที่สุดจนไม่สามารถวิวัฒนาการได้มากกว่านี้อีกแล้วสำหรับคอร์เท็กซ์ของมนุษย์นั้น ยังแบ่งเป็นซีกซ้ายที่เป็นเรื่องของความเป็นเพศชาย (patriachal) เรื่องของข้อมูลความจำและเหตุผล เรื่องของตัวเลขและวิทยาศาสตร์ ส่วนซีกขาวเป็นเรื่องเพศแม่ (matriachal) ความรักเมตตาและความละเมียดละมัย ศิลปะและความปราณีต ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นจิตแห่งความสำนึกรับรู้ที่เรียกว่า จิตวิญญาณ” (consciousness) (นพ.ประสาน ต่างใจ, 2543: 44.) 
การค้นพบหน้าที่ที่แตกต่างกันของสมองทั้งสองส่วน ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากสมองได้มากขึ้น แต่ปรากฏว่าเกิดความเข้าใจผิด เมื่อการค้นพบดังกล่าวของสเปอร์รี่ได้รับการเผยแพร่ออกไป มีการสรุปความอย่างผิดๆ โดยตีความไปว่าสมองทั้งสองซีกนี้แยกบทบาทหน้าที่กันอย่างเป็นเอกเทสในคนปกติด้วย เช่น ขณะที่นักเขียนเขียนนวนิยาย สมองซีกซ้ายจะทำงานหนักมาก ขณะที่สมองซีกขวานั้นอยู่เฉยๆ หรือในขณะที่จิตรกรวาดภาพ สมองซีกขวาจะทำงานหนักขณะที่สมองซีกซ้ายนั้นอยู่เฉยๆ ความเข้าใจผิดนี้นำไปสู่ข้อเขียนเกี่ยวกับการพัฒนาสมองบางด้าน เช่น พัฒนาสมองซีกขวาสำหรับคนที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาสมองซีกซ้ายสำหรับคนที่ใช้เหตุผลได้ไม่ดี เป็นต้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานของสมองมีความซับซ้อนมาก และสมองทั้งสองซีกทำงานเชื่อมโยงกัน อย่างเป็นเอกภาพไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม ( Levy, J.,1985:38-39, 42-44. อ้างใน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545: 11-12) 
แทบทุกกิจกรรมทางการคิด สมองทั้งสองซีกจะคิดสลับกันไปมาระหว่างสมองซีกซ้ายกับสมองซีกขวา (Hellige, J.B,1990: 41. อ้างใน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545: 12) ดังนั้น ในการพัฒนาทักษะการคิดจำเป็นต้องพัฒนาทั้งในด้านของการใช้เหตุผลและการสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กัน ไม่สามารถแยกพัฒนาทักษะแต่ละด้านได้ ดังนั้น แม้ว่าจาการจำแนกจะเห็นว่า สมองส่วนบนซีกซ้ายและขวาจะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน แต่ความจริงแล้วมันเสริมกันเพื่อให้ความคิดของเราสมบูรณ์มากขึ้น แทนที่จะใช้ความความคิดหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การคิดด้วยสมองซีกขวา จึงเป็นการคิดในแบบที่มาเสริมหรือช่วย (สมองซีกซ้าย)ให้คิดได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

กิจกรรมส่งเสริมความคิด
          1. สร้างเสริมสุขภาพ นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง ต่อวัน ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน จะช่วยสร้างให้สุขภาพสมองดีขึ้นคิดได้มากขึ้น
          2. มีอารมณ์ดี เลือกที่จะมองสิ่งที่ดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เช่น วันนี้อากาศดีเหมาะแก่การทำงาน วันนี้เพื่อนร่วมงานอารมณ์ดีเหมาะแก่การพัฒนาการทำงาน วันนี้เจ้านายอารมณ์ดี เหมาะแก่การประชุม หรืออาจจะออกไปหาภาพยนต์ตลกๆ ดูเพื่อให้เราอารมณ์ดีขึ้น
          3. หาเวลาอยู่คนเดียว สมองที่อยู่ในความสงบไม่มีสิ่งใดรบกวนมักจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีงานวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า การใช้ความคิดกับเรื่องใดๆ มนุษย์จะใช้เวลาประมาณ 25 นาทีเพื่อรวบรวมสมาธิให้จดจ่อกับเรื่องนั้นๆ เช่นระหว่างประชุมมีโทรศัพย์เข้าหรือ ไลน์เข้าจะทำให้สมาธิกับการประชุมแตกซ่าน ลองหาเวลาอยู่กับตัวเองแล้วจะรู้ว่าสมองจะมีประสิทธิภาพขนาดไหน
          4. กล้าที่จะแตกต่าง มนุษย์ชอบที่จะทำพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้เกิดเป็นความเคยชิน เพราะความเคยชินมักจะไม่ต้องใช้งานสมองเยอะ เช่นการขับรถกลับบ้านเป็นประจำทุกวันเราก็ไม่ต้องใช้ความคิดมาก แต่ถ้าหากต้องขับรถไปในทิศทางใหม่ๆ พร้อมกับโทรศัพท์ไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ โทรศัพท์ไม่รู้เรื่องหรือขับรถหลงทาง ฉะนั้นฝึกคิดอะไรที่แตกต่างจากที่มีคนคิดเอาไว้แล้ว หรือลองทำบางอย่างที่ไม่มีใครทำเพื่อเป็นการฝึกการคิดให้มากขึ้นนั้นเองครับ
          5. จดบันทึกสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น จดไดอารี่ เป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นการฝึกคิดทบทวนว่าในหนึ่งวันเราทำอะไรไปบ้าง และมีอะไรบ้างที่เราสามาราถพัฒนาให้ดีขึ้นจากเมื่อวาน

ขั้นตอนการคิดอย่างเป็นระบบ
          การคิดอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นจากการฝึกฝนและฝึกฝนเพื่อให้การคิดอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเองเป็นอัตโนมัติอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อฝึกฝนจนสามารถทำเป็นพฤติกรรมได้แล้วการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันของเราก็จะมีประสิทธิภาพและมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

          สามารถมองเห็นภาพรวม (จุดมุ่งหมายชัดเจนและเห็นภาพในการบรรลุเป้าหมาย) ในการคิดอย่างเป็นระบบ สิ่งหนึ่งและสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก็คือการมองภาพร่วมทั้งหมด ไม่ใช่มองฉะเพราะจุดใดจุดหนึ่ง โดยต้อมมีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนด้วย เช่นวันหยุดชวนครอบครัวไปเที่ยว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ไปยังไง ไปกี่วัน แวะไหนบ้าง แต่หากเรามีความคิดอย่างเป็นระบบ โดยสามารถมองเห็นภาพรวมและสามารถระบุเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เช่น วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ชวนครอบครัวไปเที่ยวเชียงใหม่ระยะเวลา 2 วัน ขึ้นเครื่องบินจากสนามบินดอนเมืองสายการบินราคาประหยัด แล้วเช่ารถจากสนามบินเพื่อเข้าที่พักก่อนจะไปไหว้พระดอยสุเทพและไปเที่ยวสวนสัตว์ไนซาฟารี่ ก่อนที่จะเข้าที่พัก ฯลฯ เป็นขั้นตอนเบื้องต้นของการคิดอย่างเป็นระบบ หากยังไม่สามารถคิดได้ให้เราลอง ถามตัวเองครับ 5W1H
          ใคร,ทำอะไร,เมื่อไร,ที่ไหน,ทำไม,เท่าไร,อย่างไร ก็จะช่วยเราได้พอสมควรครับ
          สรุปคือ วัตถุประสงค์ที่และวิธีการที่ชัดเจน เมื่อเราหลงทางให้ย้อยกลับไปดูวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการตัดสินใจและช่วยในการคิด

          กำหนดกรอบความคิดและจัดระเบียบสารสนเทศ เมื่อเราสามารถมือเห็นภาพรวมโดยกำหนดเป้าหมายและวิธีการแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ การจัดกลุ่มสารสนเทศให้เป็นกลุ่มโดยมีการกำหนด KEYWORD ที่เหมาะสมเช่น การไปเที่ยวเชียงใหม่อาจจะมีการจัดกลุ่มสารสนเทศออกเป็น การเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว ค่าใช้จ่าย สิ่งที่จะทำ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ออกเป็นกลุ่มๆนั้นเอง

          คิดจากภาพใหญ่สู่ภาพย่อย ปัญหาของการคิดอย่างเป็นระบบส่วนใหญ่มาจากการคิดจากจุดเล็กก่อนที่จะมองภาพใหญ่ เช่น นักศึกษามีเป้าหมายอยากทำงานที่ได้เงินเดือนเยอะๆ โดยมองแต่งานที่ได้เงินเดือนเยอะๆ แต่ไม่ได้มองภาพใหญ่ทั้งหมดก่อน เช่นงานอะไรที่ได้เงินเดือนเยอะและอะไรที่จะพาไปสู่งานที่ได้เงินเดือนเยอะเช่น ถ้าเรามองหาอาชีพที่ได้เงินเดือนเยอะ อย่างอาชีพหมอ หรือวิศวกร ก็ต้องมองย้อนกลับมาต้องเรียนอะไรถึงได้เป็นหมอ มีมหาวิทยาลัยอะไรเปิดสอนบ้าง เรียนวิชาอะไรบ้าง มีปัจจัยส่งเสริมอะไรบ้างเช่น ค่าใช้จ่าย วิธีการเรียนรู้และสิ่งที่ต้องเรียนรู้ หากมองเห็นภาพใหญ่ทั้งหมดได้เช่นนี้ ค่อยมองภาพเล็กหรือองค์ประกอบย่อย จะช่วยให้เกิดความคิดอย่างเป็นระบบได้เป็นอย่างดี
         
จัดลำดับความสำคัญ ในการจัดความสำคัญของกลุ่มสารสนเทศ มีเครื่องมือที่สามารถช่วยได้คือ แผนภูมิพาเรโต (Pareto diagram) ได้ชื่อมาจาก Vilfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ชาวอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ที่คิดวิธีนี้ขึ้นมา และเผยแพร่ในปลายศตวรรษที่ 19 โดยใช้กฎ 80/20 ซึ่งมีที่มาจากการสำรวจพบว่า ในประเทศอิตาลียุคนั้น มีคนรวย 20% คนจน 80% และใน 20% นี้ ครอบครองทรัพย์สิน 80% ขณะที่คน 80% ครอบครองทรัพย์สิน 20%
แผนภูมิพาเรโต มีลักษณะคล้ายกับกราฟแท่ง หรือ histogram แตกต่างกันที่ แท่งของข้อมูลตามแนวแกนนอน มีค่าลดลงตามลำดับ หลักการของแผนภูมิพาเรโต ในการปรับปรุงคุณภาพ คือการหาตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพ (quality function) ตัวอย่างเช่น ถ้าเราหาตัวแปรที่มีผลกระทบต่อคุณภาพ และนำมาหาค่าตัวเลข หรือร้อยละของผลกระทบนั้น จัดลำดับจากมากไปน้อย นำมาเขียนกราฟโดยให้แกนตั้งด้านซ้าย เป็นค่าจริงของผลกระทบของตัวแปร ส่วนแกนตั้งด้านขวา เป็นค่าสะสมของผลกระทบของตัวแปร
ตัวอย่างการใช้งานคือ นำกลุ่มสารสนเทศที่เราเลือกได้มาจัดลำดับความสำคัญ กลุ่มสารสนเทศไหนที่ส่งผลกระทบมากที่สุดกับภาพร่วมเราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก่อนแล้วค่อยเรียงลำดับกลุ่มสารสนเทศอันดับลองลงมาครับ

สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุและผล เมื่อเราสามารถจัดลำดับความสำคัญของสารสนเทศที่เข้ามาได้แล้วสิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือ การหาความเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุและเป็นผล โดยใช้คำถามง่ายๆช่วย เช่น ทำไม.........ถึง...........เพราะ............ ลองดูนะครับ ทำไมแอร์ถึงเสียเพราะเครื่องคอนเดนซิ่งทำงานหนัก ทำไมเครื่องคอนเดนซิ่งถึงทำงานหนักเพราะอากาศร้อน ความเป็นเหตุและผล ต้องสามารถพิสูจน์ได้ เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความคิดเห็น

คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเราสามารถมองเห็นภาพรวม เชื่อมโยงภาพย่อย มีเหตุและผล แล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการจัดลำดับขั้นตอน เพื่อที่จะสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและการจัดขั้นตอนต้องมีความชัดเจนระบุชี้ชัดว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เป็นลำดับหนึ่ง สอง สาม สี่
WORKSHOP
            ให้ทุกกลุ่มช่วยกันเขียนขั้นตอนของการทำ WORKSHOP 1 และ 2 เป็นขั้นตอนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้

          จัดความคิดเป็นรูปแบบ การจัดความคิดเป็นรูปแบบช่วยให้เราสามารถจำได้ง่าย ไม่หลงประเด็น แล้วไม่ลืมในรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญต่างๆ เช่นการทำออกมาเป็น มายแม็พปิ้ง ง่ายมีรูปภาพประกอบช่วยให้สมองได้เกิดความคิดนั้นเองครับ

อุปสรรค์ของการคิดอย่างเป็นระบบ
          1. ไม่สามารถมองเห็นภาพรวม มองแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เช่นเห็นเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเข้าออฟฟิศสาย ถ้าเรามองแต่ภาพตรงหน้าเราก็จะรับรู้แค่ว่า เพื่อนมาทำงานสาย แต่หากเรามีการมองภาพรวม เราอาจจะเห็นว่าเพื่ออาจจะได้รับมอบหมายงานบางอย่างก่อนเข้าที่ทำงาน หรือต้องทำงานบางอย่างเพื่องานในวันนี้ หรืออาจจะเป็นเหตุผลในชีวิตประจำวันของเราเช่น อุบัติเหตุ ฝนตก น้ำท่วม นั้นก็คือต้องฝึกมองภาพรวมก่อนเสมอ
          2. เรียงลำดับความสำคัญไม่ได้ คนที่ไม่มีความคิดอย่างเป็นระบบ มักจะไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ว่าเรื่องอะไรสำคัญกว่า เช่น ระหว่างดูหนังตอนกลางคือกับการนอนให้เพียงพอ
          3. ไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุและผลได้ ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น อยากสอบได้ต้องไปหาที่บนบานเพื่อให้สอบได้แต่ไม่อ่านหนังสือ
          4. แยกไม่ออกระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น เพราะความคิดเห็นเป็นข้อมูลที่เข้ามาเยอะมากในชีวิตประจำวันและทุกคนชอบความคิดเห็น จนทำให้ข้อเท็จจริงบางอย่างไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อใช้ในการตัดสินใจ เช่น มีเพื่อนบอกว่าให้ไปบนบานและจะสอบได้ แต่ข้อเท็จจริงคือการอ่านหนังสือและทบทวนคือสิ่งที่จะทำให้สอบได้

สรุป

          การคิดอย่างเป็นระบบต้องเกิดจากการฝึกฝน ตั้งแต่ในชีวิตประจำวันจนมาถึงเรื่องการทำงานและการพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดนั้นเองครับ

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

บริหารความคิดส่วนบุคคล

     23 กันยายน 2558 บริหารความคิดส่วนบุคคลในวันนี้ ผมจะขอเป็นการนำเสนอในลักษณะของ opinion คือการแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนใหญ่ เพราะช่วงนี้ยังหาตรรกะที่เหมาะสมมาไม่ได้ ปัญหาหนึ่งของการคิดคือเราไม่สามารถที่จะ โฟกัส สิ่งที่อยากโฟกัสได้ และไม่รู้จะโฟกัสอะไร ยิ่งหากท่านทำงานในลักษณะแบบอิสระแต่ไม่อิสระ เช่นทำงานในองค์กรที่ต้องลงเวลาเข้างาน มีงานบริการที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องมีงานที่ต้องคิด โปรเจคใหม่ๆ โปรแกรมใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในองค์กร แต่มีความคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่เราควรจะรับมือแต่ไม่สามารถรับมือได้ และเมื่อเจอกับหัวหน้างานที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ(ความคิดเห็นในสถานะการที่เลวร้ายที่สุด)
     สิ่งที่เราทำได้คือ 1 ดูวัตถุประสงค์ในความหมายนี้ อาจรวมไปถึง ใบพรรณาหน้าที่งาน เป้าหมายขององค์กร เป้าหมายของบริษัท เป้าหมายของตัวท่าน อย่างแรกเลยครับ ระบุให้ได้ว่าท่านกำลังทำอะไรเพื่ออะไร หรือเอาง่ายกว่านั้นคือ ลองถามตัวเองว่า "ทำงานเพื่ออะไร" ถ้าได้คำตอบแล้วลองถามต่อไปอีกว่า เพื่อสิ่งนั้น ต้องทำอย่างไร และต้องทำอย่างไรต่อ หาความเชื่อมโยงให้ได้ หากท่านลืม ก็ให้กลับไปดูวัตถุประสงค์อีกเช่นเดิมซ้ำๆ จนเกิดเป็นความเคยชิน เพราะมนุษย์ชอบความเคยชิน และทำงนเป็นนิสัยท่านก็จะไม่หลงทางอยู่ในทะเลที่เงียบสงบแล้ว
     2 กระจายความคิดแบบจัดกลุ่ม เมื่อเราได้วัตถุประสงค์สิ่งต่อมาคือ กระจายความคิดว่า เรื่องไหนควรคิดแบบไหนและคิดตอนไหน เช่นเรื่องที่ทำงานควรคิดที่ทำงานในลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร เรื่องที่บ้านหรือเรื่องครอบครัวก็ต้องมองที่บ้านและในความเหมาะสมของครอบครัว ว่าสมควรหรือไม่ประการใด และต้องคิดให้ลึกซึ้ง ไม่เข้าใจให้หาหนังสือมาอ่าน หาหนังสือมาอ่านไม่ได้ให้หาที่ปรึกษา หาที่ปรึกษาไม่ได้เข้าวัดเลยครับ คนส่วนใหญ่มักหลงลืมว่า การเข้าวัดนอกจากทำให้จิตใจสงบแล้วผู้ที่อยู่ในวัดหรือพระสงฆ์ ก็เป็นผุ้เชียวชาญการให้คำปรึกษาได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเสียงเงินเสียทองเลยครับ
     3. ลงมือทำตามที่คิด อย่าลืมว่ามนุษย์ชอบความเคยชินไม่ชอบการใช้ความคิด ฉะนั้นเมื่อคิดได้คิดออกแล้วทำ ทำทันที ทำจนกว่าจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องคิด เช่นเวลาขับรถกลับบ้านเราสามารถขับได้แม้กระทั้งว่าเราคุยโทรศัพท์ไปด้วยแต่ก็ไม่หลงทางเพราะเราขับจนเกิดความเคยชินและไม่ต้องใช้ความคิดแล้ว ฉะนั้นทำตามที่คิดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดเป็นความเคยชินครับ

     สรุปแล้ว อย่าลืมวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลัก คิดให้แตกฉาน และลงมือทำจนเกิดเป็นความเคยชินและเป็นนิสัยจนกลายเป็นพฤติกรรม ที่ช่วยส่งเสริมความสามารถหลักของเราได้ครับ  

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

แนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลง

                 21 กันยายน 2558 วันนี้ขอนำเสนอ แนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลง จากการอ่านหนังสือ "Managing Change and Transition" ของ HARVARD BUSINESS ESSENTIALS โดย Mike Beer 
                   เนื้อหาของหนังสือค่อนข้างครบองค์ประกอบในส่วนของการ บริหารการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ผมได้อ่านแล้วอยากนำแนวทางที่ได้จากหนังสือมาพาผู้อ่านท่านอื่นทำความเข้าใจกับประเด็นของแนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอไว้ 2 แนวทาง คือ 
                    1. การบริหารการเปลี่ยนแปลงแนวทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือ ทฤษฎี E
                    2. การบริหารการเปลี่ยนแปลงแนวทางด้านความสามารถขององค์กร หรือ ทฤษฎี O
                    ซึ่งทั้งสองแนวทางเป็นการนำประวัติและวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งนำเสนอออกเป็นทั้งสองแนวทางนี้ และในวันนี้ผมจะขอนำเสนอความหมายของทั้ง 2 แนวทางนี้โดยการสังเคราะห์และคัดลอกจากหนังสือเพื่อให้ผุ้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้โดยง่าย
                     
                    1. ทฤษฎี E คือการบริหารการเปลี่ยนแปลงโดยเน้นที่การเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นให้มีมูลค่าสูงขึ้นโดยไม่ต้องสนวิธีการเพื่อให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น เช่น การขายกิจการบางส่วนเพื่อนำเข้าเงินสดหมุนเวียนภายใน การลดจำนวนพนักงาน การลดต้นทุนทันที เพื่อให้บริษัทมีเงินสดหมุนเวียนภายในและเกิดการเพิ่มของมูลค่าหุ้นอย่างรวดเร็วนั้นเอง

                       2. ทฤษฎี O คือ การเพิ่มความสามารถขององค์กร คือการพัฒนาศักยภาพ วัฒนธรรม ขององค์กรให้เกิดเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง การการมีส่วนร่วมของพนักงานเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธภาพมากขึ้น อาจจะใช้เวลาอย่างยาวนาน แต่ในระยะยาวจะเป็นรากฐานที่สำคัญขององค์กร

                     จากการเขียนของ Mike Beer ไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าแนวทางไหนเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดต้องดูบริบทขององค์กรในขณะนั้นว่ามีอะไรเหมาะสม เช่น บริษัท JAL มีการปรับลดพนักงานกว่า 15,000 คน ก่อนนำเข้าผู้บริหารใหม่อย่าง ดร.คาซึโอะ อินาโมริ และเริ่มแผนการพัฒนาความสามารถขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น ระดับผู้บริหาร นักบิน แอร์ หรือพนักงานปฏิบัติการ จนประสบความสำเร็จ สามารถนำพาบริษัทเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ นิเคอิ ได้เป็นผลสำเร็จ

                        ในวันนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผุ้อ่านจะได้รับประโยชน์จาก แนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาว่า บริษัทของท่านหรือบริษัทที่ท่านอยู่มีแนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นไร พบกันใหม่พรุ่งนี้สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

ยืดอายุง่ายนิดเดียว

            เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2558 ผมได้มีโอกาสเข้ารับฟังบรรยาย เรื่อง"สมองแห่งความสุข" โดยคุณขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร ซึ่งบอกตรงๆจากใจเลยว่า ประทับใจมากๆ ก่อนที่คุณขุนเขาจะมาการรับรู้ที่มีคือ ค่าตัวแพงมาก จะต้องเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด พอกระจายข่าวเรื่องคุณขุนเขากับการบรรยายพิเศษ ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้ารับฟังเป็นจำนวนมาก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถึงขนาดต้องหาเก้าอี้นั่งมาเพิ่ม ตัวเราก็ตั้งใจเป็นพิเศษเลยละในวันนั้น
              เมื่อถึงเวลา 13.00 คุณขุนเขาก็มาถึงมีคุณป้ามาด้วย มาช่วยในการขายหนังสือที่คุณขุนเขาเขียนขึ้นทั้ง 3 เล่ม (ผมซื้อหมดทั้ง 3 เล่มเลย) แล้วการบรรยาย "สมองแห่งความสุขก็เริ่มขึ้น" เมื่อฟังจนจบสิ่งที่พบคือ ทฤษฎีเกี่ยวกับสมองเป็นอะไรที่มีการค้นพบกันต่อเนื่องทั้งความรู้เก่าเกี่ยวกับสมองและการบริหารและความรุ้ให้สมองและการสร้างความสุข ทฤษฎีเดียวกัน แต่นำเสนอแตกต่างกัน การเข้าถึงแตกต่างกัน ประมาณว่าคุณขุนเขาสามารถนำเสนอแบบง่ายๆ ที่คนไม่มีความรู้ด้านสมองสามารถเข้าถึงได้เป็นอย่างดี บอกตามตรงตอนนี้ผมอาจจะยังจำได้ไม่หมด แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้ดีคือ การหายใจของหนู และการหายใจของเต่า ที่ผมจะนำมาฝากท่านผู้อ่านในวันนี้
              คุณขุนเขา เล่าว่าได้ลองสังเกตุการหายใจของหนูดู ปรากฎว่าหนูหายใจเร็วมาก ฟิตฟิตฟิตฟิต เร็วจริงๆครับ คุณขุนเขาทำให้ดูด้วยเหมือนมาก แล้วก็เทียบกับการหายใจของเต่า ที่หายใจช้ามาก ฟีดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พู ประมาณ 1 ลมหายใจใช้เวลา 3 นาที ความแตกต่างของลมหายใจทำให้เกิดความแตกต่างของอายุไขด้วย กล่าวคือ หนูที่หายใจเร็วมีอายุประมาณ 3-4 ปี แต่ เต่าที่หายใจช้ามีอายุ เป็น 100 ปี ตรงนี้ผมก็เลยนึกถึงเรื่อง อาหารของสมอง ดร.ธัญ ธรรมรงนาวาสวัสดิ์ กล่าวว่าอาหารของสมองคือ ออกซิเจ็นและน้ำตาล พอมาฟังคุณขุนเขาอีกครั้งนี้ศรัทธาเลยครับ
                เมื่อคุณขุนเขาเล่าเสร็จแก่ก็ให้ผู้เข้าอบรมลองหายใจตามดู ง่ายๆครับ แค่หายใจเข้าให้สุดถึงท้องน้อยเป็นเวลาประมาณ 7 วินาที แล้วหายใจออกให้ฝึกทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเคยชินเป็นนิสัย อายุของเราก็จะยืดตามไปด้วยครับ
                  พบกันใหม่พรุ่งนี้ครับผม

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

ลูกผู้ชาย

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2558 เวลาประมาณ 19.00 น. ผมได้มีโอกาศประสบอุบัติเหตุ โดนรถเก๋งขับปาดหน้า โดยตัวผมเองขับรถจักรยานยนต์ มาเลนส์กลางถนนเนื่องจากรถติด รถเก๋งพุ่งออกจากซอยจะเลี้ยวขวา พอถึงจุดเกิดเหตุ ผมเห็นปุ๊บก็กดเบรคทันที แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ลงไปนอนกลิ่งอยู่ที่พื้นถนน ขณะกำลังเจ็บปวดจากการชน คุณสุภาพสตรีที่ขับรถปาดหน้ารถผมนั้นเดินลงมาจากรถก็ตะโกนถามว่า "คุณจะเอาอะไร" ผมก็บอกว่า "รอแป็บนะครับผมเจ็บอยู่" คนที่มาช่วยบริเวณนั้น ก็มาช่วยพยุงผมไปนั่งที่ข้างทาง และบอกให้ผมรอเรียกรถพยาบาลอยู่ และก็ช่วยตรวจสอบอาการเบื้องต้นดูว่ามีบาดแผลที่อื่นอีกหรือไม่ คุณสุภาพสตรีท่านที่ขับรถปาดหน้าผมก็โทรศัพท์ตามคุณพ่อให้มาที่เกิดเหตุ คุณพ่อมาถึงก็โวยวายใหญ่โตว่าผมไม่ใช่ "ลูกผู้ชาย" คุณพ่อของคู่กรณีบอกว่า แต่ก่อนเค้าโดนรถสิบล้อชนเค้าก็ไม่เห็นเป็นอะไร แถมยังบอกผมว่าเค้ามีเพื่อนเป็นตำรวจหลายคน และเค้าเป็นทหารยศนายพัน บังคับให้ผมจ่ายค่าเสียหายตอนนั้นเลย ถ้าไม่จ่ายค่าเสียหายถือว่าไม่ใช่ "ลูกผู้ชาย" ผมก็ได้แต่ครับๆ ในใจอยากจะไปโรงพยาบาลจะแย่แล้ว ผมก็โทรตามน้องชายมาจากบ้าน ให้มาเจรจาก็ได้ข้อสรุปว่าไปคุยกันที่โรงพัก ก่อนที่จะไปโรงพักทางคุณพ่อของคู่กรณีให้ผมคุยโทรศัพท์ที่ยื่นมาให้ผม พอผมรับสายที่เค้าส่งให้คนที่คุยในสายแนะนำตัวเองว่าเป็นตำรวจ ให้ไปคุยกันที่โรงพัก ผมก็ครับๆอย่างเดี่ยว ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ คืนแล้วคุณพ่อก็คุยต่อกับคนในโทรศัพท์ว่า "ขอบคุณมากเพื่อน" ผมก็ขอติดรถคู่กรณีไปโรงพักด้วย เนื้องจาก จักรยานยนต์พังขับไม่ได้ พอไปถึงโรงพัก ก็มีร้อยเวรออกมาพูดคุยกัน พอได้อธิบายทั้งสองฝ่าย คุณตำรวจก็บอกว่าผมผิด ข้อหาขับรถในเลนส์ขวา เสียค่าปรับ 400 บาท และชดใช้ค่าเสียหายให้กับคู่กรณี 8,000 บาท โดยที่ทางคุณพ่อของคู่กรณี มีช่างมาตีราคาด้วยที่โรงพัก ผมก็ก็จ่ายค่าปรับและเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา เพราะผมเชื่อในกระบวนการยุติธรรม ของประเทศไทยและตำรวจไทย โดยคู่กรณีนัดจ่ายเงิน ในวันที่ 16 กันยายน 2558 เวลา 19.00 น. หลังจากออกจากโรงพักผมก็ไปโรงพยาบาลต่อคุณหมอจะให้นอนโรงพยาบาล แต่ผมอยากไปทำงานต่อ ก็ขอกลับบ้านคุณหมอก็ให้เอกสาร คำแนะนำการดูอาการของผลกระทบทางสมอง พออีกวันจะออกไปจ่ายค่าเสียหายแต่ขยับตัวไม่ได้ ก็เลยโทรนัดหมายกับคู่กรณี เป็นวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2558 แทน
             จากกรณีดังกล่าวผมมีความสงสัยมากว่า "ลูกผู้ชาย" มีความหมายว่าอย่างไร ผมก็ลองไปค้นหาดู จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 กล่าวว่า ลูกผู้ชายหมายถึง ผู้ชายที่มีความยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และมีความรับผิดชอบ จากความหมายดังกล่าว ผมว่าในท้ายที่สุด ถึงผมจะโดนรถเก๋งปาดหน้าแต่ผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือคิดร้ายใดๆกับคู่กรณี ถึงจะโดนดูหมิ่น ข่มขู่ แต่ผมก็แสดงความรับผิดชอบตามกระบวนกา่รยุติธรรมของประเทศไทยที่ผมอยู่ 
              สรุป อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ เราต้องสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้โดยมีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วย ขอบคุณครับ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

การทำงานของสมอง

สวัสดีครับ ผมชื่อสิทธินันท์ มลิทอง วันนี้เป็นการเริ่มต้นการเขียน blog ครั้งแรกอาจจะอ่านแล้วงงๆ แต่ก็จะพยายามเขียนทุกๆ เช้านะครับ เหตุผลที่อยากเขียน blog และเริ่มเขียนในวันนี้คือ เมื่อคืนได้อ่านหนังสือของ เดอกเตอร์โมงิ ผู้เชี่ยวชาญสมองของประเทศญี่ปุ้น เขียนหนังสือเรื่อง"ความลับของสมอง ทำงานอย่างไรให้สมองมีความสุข" โดยน้องที่ทำงานไปขอยืมมาจากห้องสมุดของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า แล้วพออ่านได้ประมาณ 3 - 4 บท ท่านอาจารย์โมงิ ก็แนะนำว่าการเขียน blog ผ่านอินเตอร์เน็ตในตอนเช้าของทุกวันจะเป็นการช่วยพัฒนา สมองส่วนการควบคุมการสัมผัส เป็นการเอ้าพุต ขอมูลที่สมองได้รับส่วนการรับรู้ออกมา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างครบวงจร
 วันนี้พอมาถึงที่ทำงานก็เลยรีบเปิด notebook แล้วลองสมัคร blog ผ่าน google ทันที่เลยครับ โดย login ผ่านบัญชี google ของ ออฟฟิศ MALL GROUP ACADEMY ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมทำงานอยู่ และหวังว่าหลังจากนี้จะเริ่มเขียนบทความดีๆ ออกมาให้ผู้อ่านได้ติดตามกันครับ ขอกำลังใจด้วยนะครับ สิทธินันท์ มลิทอง