Systematic
Thinking
การคิดอย่างเป็นระบบ
สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนจนเป็นนิสัย
ไม่สามารถเรียนรู้ได้ภายในวันเดียวแต่เกิดจากการฝึกคิดและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถแสดงออกมา
โดยไม่จำเป็นต้องคิดอีกต่อไป มีตัวอย่างที่น่าสนใจ กล่าวคือ หากทดลองถามเด็ก ๆ
ดูว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บางที่เราอาจได้คำตอบประมาณว่า อยากเป็นคุณครู
อยากเป็นคุณหมอ อยากเป็นทหาร
แต่หากเราลองไปถามเด็กที่อยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมการคิดอย่างเป็นระบบ เช่น
สหรัฐอเมริกา ด้วยคำถามเดียวกันนี้คือ โตขึ้นอยากเป็นอะไร อาจได้คำตอบประมาณว่า
เป้าหมายของหนูอยากเป็นคุณครูสอนหนังสือในโรงเรียนประถม
โดยหนูจะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัย
ขณะศึกษาจะหางานพิเศษหลังเลิกเรียนเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท
แล้วสมัครงานเป็นคุณครูที่โรงเรียนในมลรัฐ... นี้คือคำตอบของเด็กๆ
ที่ถูกฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ คือ ถ้าเราไม่ถามคนต่างชาติบางประเทศว่าคิดอย่างเป็นระบบคืออะไร
ผมบอกได้เลยครับว่า เค้าไม่รู้ว่าคืออะไร
เพราะการคิดอย่างเป็นระบบได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
จนไม่จำเป็นต้องจัดทำเป็นหลักสูตรการคิดอย่างเป็นระบบ แต่โรงเรียนในบ้านเรา
เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวให้เด็กๆ เริ่มมีการคิดอย่างเป็นระบบ ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นในวันนี้เราจะมาฝึกคิดอย่างเป็นระบบโดย
ผมมีวิธีการเบื้องต้นที่สามารถนำไปใช้ได้
ง่ายต่อการประยุกต์ให้เข้ากับการทำงานและชีวิตประจำวัน
สิ่งที่เราสนใจจะมาแบ่งปันกันในวันนี้มีดังนี้ครับ
การคิดอย่างเป็นระบบใช้ทำอะไร
ช่วยในการอ่าน กล่าวคือ
เมื่อเราสามารถคิดอย่างเป็นระบบจนเกิดเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวเป็นอัตโนมัติแล้ว
เราจะมีความสามารถในการจับประเด็ดการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการอ่านรายงานการประชุม การอ่านฟังชั่นออเดอร์ การอ่านหนังสือ ฯลฯ
ช่วยในการนำเสนอ กล่าวคือ
สามารถนำเสนอได้โดยมีการเชื่อมโยงเหตุและผล
ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจในประเด็นที่เรานำเสนอได้เป็นอย่างดี
การเจรจา หรือ การประชุม กล่าวคือ
การคิดอย่างเป็นระบบทำให้เราเข้าใจภาพกว้าง และภาพใหญ่สนใจประเด็นที่สำคัญของคู่สนทนาได้เป็นอย่างดี
การแก้ไขปัญหา กล่าวคือ
เมื่อเราสามารถคิดอย่างเป็นระบบได้และ
เมื่อเกิดเหตุการที่ต้องการการแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วน
เราก็จะสามารถวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ
และทำให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนรวมถึงอาจจะสามารถป้องกันการเกิดปัญหาที่ยังไม่เกิดได้อีกด้วย
ประโยชน์ของการคิดอย่างเป็นระบบ
ช่วยพัฒนาความจำให้ดียิ่งขึ้น
สามารถวิเคราะห์หาเหตุและผลของความสำเร็จของการทำงาน
และความล้มเหลวหรือสิ่งที่ต้องแก้ไขเพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จ
สามารถเรียงลำดับเรื่องราวก่อนหลังได้ดี
รู้จักแยกแยะความสำคัญของเรื่องราวด้วยการเปรียบเทียบหาข้อเท็จจริง
สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นขั้นตอน
สามารถใช้ชีวิตด้วยการคิดอย่างเป็นเหตุและผล
มากกว่าใช้อารมณ์
ภาพรวมการคิดอย่างเป็นระบบ
1.
การทำงานของสมอง
2.
กิจกรรมส่งเสริมการคิด
3.
ขั้นตอนการคิดอย่างเป็นระบบ
3.1 สามารถมองเห็นภาพรวม
(จุดมุ่งหมายชัดเจนและเห็นภาพในการบรรลุเป้าหมาย)
3.2 กำหนดกรอบความคิดและจัดระเบียบสารสนเทศ
3.3 คิดจากภาพใหญ่สู่ภาพย่อย
3.4 จัดลำดับความสำคัญ
3.5 สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุและผล
3.6 คิดอย่างเป็นขั้นตอน
3.7 จัดความคิดให้เป็นรูปแบบ
4.
อุปสรรคของการคิดอย่างเป็นระบบ
การทำงานของสมอง
โรเจอร์ สเปอร์รี่ (Sperry.
R.W. (1982 ), 217, 1223-1226.อ้างใน เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,2545:11) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา
(neurobiologist) เจ้าของรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1981 ได้ศึกษาระบบและโครงสร้างการทำงานของสมอง
โดยทำการทดลองกับคนไข้ที่แกนเชื่อม สมองสองซีก (corpus collosum) ได้รับบาดเจ็บภายหลังการผ่าตัดปรากฏว่าสมองทั้งสองซีกเรียนรู้และแยกกันอย่างเป็นเอกเทศ
ทำให้เขาค้นพบความแตกต่างในการทำงานระหว่างสมองซีกซ้ายและสมองซีกขาว
หน้าที่สมองซีกซ้าย สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา
การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การควบคุม การพูด
ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ การควบคุมการทำงานของมือขวา เราอาจเรียกการทำงานของสมองซีกนี้ได้ว่าเป็น
“ส่วนของการตัดสิน”
หน้าที่สมองซีกขวา
สมองซีกขวาทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจการเห็นภาพสามมิติ
ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี เพลง
และการใช้จินตนาการในการดำเนินชีวิต รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมือซ้ายเราอาจเรียกสมองส่วนนี้ว่า
“ส่วนของการสร้างสรรค์”
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สมองส่วนที่เรียกว่า อาร์คอมเพล็กซ์/อาร์เบรน (R-complex/R-brian) ก็คือส่วนที่เป็นก้านสมอง (Brain
stem) ที่อยู่ชั้นในสุด ถัดออกมาเป็นส่วนสมองระบบลิมบิค (Limbic
system) ที่เป็นที่ตั้งของจิตตารมณ์ (ความรู้สึกนึกคิด)
พื้นฐานเช่นอารมณ์ของการปกป้องดูแลลูกและผู้เยาว์
ความห่วงใยคู่ผัวตัวเมียระหว่างกัน ความอดทนและความภักดี เป็นต้น
ส่วนสมองชั้นนอกที่เรียกว่าชั้นคอร์เท็กซ์ใหม่ (Neocortex) ที่เจริญมากในสัตว์ชั้นสูงและมากที่สุดจนไม่สามารถวิวัฒนาการได้มากกว่านี้อีกแล้วสำหรับคอร์เท็กซ์ของมนุษย์นั้น
ยังแบ่งเป็นซีกซ้ายที่เป็นเรื่องของความเป็นเพศชาย (patriachal) เรื่องของข้อมูลความจำและเหตุผล เรื่องของตัวเลขและวิทยาศาสตร์
ส่วนซีกขาวเป็นเรื่องเพศแม่ (matriachal) ความรักเมตตาและความละเมียดละมัย
ศิลปะและความปราณีต ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นจิตแห่งความสำนึกรับรู้ที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” (consciousness) (นพ.ประสาน ต่างใจ,
2543: 44.)
การค้นพบหน้าที่ที่แตกต่างกันของสมองทั้งสองส่วน
ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากสมองได้มากขึ้น แต่ปรากฏว่าเกิดความเข้าใจผิด เมื่อการค้นพบดังกล่าวของสเปอร์รี่ได้รับการเผยแพร่ออกไป
มีการสรุปความอย่างผิดๆ
โดยตีความไปว่าสมองทั้งสองซีกนี้แยกบทบาทหน้าที่กันอย่างเป็นเอกเทสในคนปกติด้วย
เช่น ขณะที่นักเขียนเขียนนวนิยาย สมองซีกซ้ายจะทำงานหนักมาก
ขณะที่สมองซีกขวานั้นอยู่เฉยๆ หรือในขณะที่จิตรกรวาดภาพ
สมองซีกขวาจะทำงานหนักขณะที่สมองซีกซ้ายนั้นอยู่เฉยๆ
ความเข้าใจผิดนี้นำไปสู่ข้อเขียนเกี่ยวกับการพัฒนาสมองบางด้าน เช่น
พัฒนาสมองซีกขวาสำหรับคนที่ขาดความคิดสร้างสรรค์
และพัฒนาสมองซีกซ้ายสำหรับคนที่ใช้เหตุผลได้ไม่ดี เป็นต้น ทั้งๆ
ที่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานของสมองมีความซับซ้อนมาก
และสมองทั้งสองซีกทำงานเชื่อมโยงกัน อย่างเป็นเอกภาพไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม
( Levy, J.,1985:38-39, 42-44. อ้างใน เกรียงศักดิ์
เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545: 11-12)
แทบทุกกิจกรรมทางการคิด สมองทั้งสองซีกจะคิดสลับกันไปมาระหว่างสมองซีกซ้ายกับสมองซีกขวา
(Hellige, J.B,1990: 41. อ้างใน เกรียงศักดิ์
เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545: 12) ดังนั้น
ในการพัฒนาทักษะการคิดจำเป็นต้องพัฒนาทั้งในด้านของการใช้เหตุผลและการสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ
กัน ไม่สามารถแยกพัฒนาทักษะแต่ละด้านได้ ดังนั้น แม้ว่าจาการจำแนกจะเห็นว่า
สมองส่วนบนซีกซ้ายและขวาจะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน
แต่ความจริงแล้วมันเสริมกันเพื่อให้ความคิดของเราสมบูรณ์มากขึ้น
แทนที่จะใช้ความความคิดหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น
การคิดด้วยสมองซีกขวา จึงเป็นการคิดในแบบที่มาเสริมหรือช่วย (สมองซีกซ้าย)ให้คิดได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กิจกรรมส่งเสริมความคิด
1. สร้างเสริมสุขภาพ นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง ต่อวัน ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน จะช่วยสร้างให้สุขภาพสมองดีขึ้นคิดได้มากขึ้น
2. มีอารมณ์ดี เลือกที่จะมองสิ่งที่ดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เช่น
วันนี้อากาศดีเหมาะแก่การทำงาน
วันนี้เพื่อนร่วมงานอารมณ์ดีเหมาะแก่การพัฒนาการทำงาน วันนี้เจ้านายอารมณ์ดี
เหมาะแก่การประชุม หรืออาจจะออกไปหาภาพยนต์ตลกๆ ดูเพื่อให้เราอารมณ์ดีขึ้น
3. หาเวลาอยู่คนเดียว
สมองที่อยู่ในความสงบไม่มีสิ่งใดรบกวนมักจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
มีงานวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า การใช้ความคิดกับเรื่องใดๆ
มนุษย์จะใช้เวลาประมาณ 25 นาทีเพื่อรวบรวมสมาธิให้จดจ่อกับเรื่องนั้นๆ
เช่นระหว่างประชุมมีโทรศัพย์เข้าหรือ ไลน์เข้าจะทำให้สมาธิกับการประชุมแตกซ่าน
ลองหาเวลาอยู่กับตัวเองแล้วจะรู้ว่าสมองจะมีประสิทธิภาพขนาดไหน
4. กล้าที่จะแตกต่าง
มนุษย์ชอบที่จะทำพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้เกิดเป็นความเคยชิน
เพราะความเคยชินมักจะไม่ต้องใช้งานสมองเยอะ เช่นการขับรถกลับบ้านเป็นประจำทุกวันเราก็ไม่ต้องใช้ความคิดมาก
แต่ถ้าหากต้องขับรถไปในทิศทางใหม่ๆ พร้อมกับโทรศัพท์ไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ
โทรศัพท์ไม่รู้เรื่องหรือขับรถหลงทาง
ฉะนั้นฝึกคิดอะไรที่แตกต่างจากที่มีคนคิดเอาไว้แล้ว
หรือลองทำบางอย่างที่ไม่มีใครทำเพื่อเป็นการฝึกการคิดให้มากขึ้นนั้นเองครับ
5. จดบันทึกสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น จดไดอารี่
เป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นการฝึกคิดทบทวนว่าในหนึ่งวันเราทำอะไรไปบ้าง
และมีอะไรบ้างที่เราสามาราถพัฒนาให้ดีขึ้นจากเมื่อวาน
ขั้นตอนการคิดอย่างเป็นระบบ
การคิดอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นจากการฝึกฝนและฝึกฝนเพื่อให้การคิดอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเองเป็นอัตโนมัติอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อฝึกฝนจนสามารถทำเป็นพฤติกรรมได้แล้วการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันของเราก็จะมีประสิทธิภาพและมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สามารถมองเห็นภาพรวม
(จุดมุ่งหมายชัดเจนและเห็นภาพในการบรรลุเป้าหมาย) ในการคิดอย่างเป็นระบบ
สิ่งหนึ่งและสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก็คือการมองภาพร่วมทั้งหมด
ไม่ใช่มองฉะเพราะจุดใดจุดหนึ่ง โดยต้อมมีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนด้วย
เช่นวันหยุดชวนครอบครัวไปเที่ยว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ไปยังไง
ไปกี่วัน แวะไหนบ้าง แต่หากเรามีความคิดอย่างเป็นระบบ
โดยสามารถมองเห็นภาพรวมและสามารถระบุเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เช่น
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ชวนครอบครัวไปเที่ยวเชียงใหม่ระยะเวลา 2 วัน
ขึ้นเครื่องบินจากสนามบินดอนเมืองสายการบินราคาประหยัด
แล้วเช่ารถจากสนามบินเพื่อเข้าที่พักก่อนจะไปไหว้พระดอยสุเทพและไปเที่ยวสวนสัตว์ไนซาฟารี่
ก่อนที่จะเข้าที่พัก ฯลฯ เป็นขั้นตอนเบื้องต้นของการคิดอย่างเป็นระบบ
หากยังไม่สามารถคิดได้ให้เราลอง ถามตัวเองครับ 5W1H
ใคร,ทำอะไร,เมื่อไร,ที่ไหน,ทำไม,เท่าไร,อย่างไร
ก็จะช่วยเราได้พอสมควรครับ
สรุปคือ วัตถุประสงค์ที่และวิธีการที่ชัดเจน
เมื่อเราหลงทางให้ย้อยกลับไปดูวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการตัดสินใจและช่วยในการคิด
กำหนดกรอบความคิดและจัดระเบียบสารสนเทศ
เมื่อเราสามารถมือเห็นภาพรวมโดยกำหนดเป้าหมายและวิธีการแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ
การจัดกลุ่มสารสนเทศให้เป็นกลุ่มโดยมีการกำหนด KEYWORD
ที่เหมาะสมเช่น
การไปเที่ยวเชียงใหม่อาจจะมีการจัดกลุ่มสารสนเทศออกเป็น การเดินทาง
สถานที่ท่องเที่ยว ค่าใช้จ่าย สิ่งที่จะทำ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน
ออกเป็นกลุ่มๆนั้นเอง
คิดจากภาพใหญ่สู่ภาพย่อย
ปัญหาของการคิดอย่างเป็นระบบส่วนใหญ่มาจากการคิดจากจุดเล็กก่อนที่จะมองภาพใหญ่
เช่น นักศึกษามีเป้าหมายอยากทำงานที่ได้เงินเดือนเยอะๆ
โดยมองแต่งานที่ได้เงินเดือนเยอะๆ แต่ไม่ได้มองภาพใหญ่ทั้งหมดก่อน
เช่นงานอะไรที่ได้เงินเดือนเยอะและอะไรที่จะพาไปสู่งานที่ได้เงินเดือนเยอะเช่น
ถ้าเรามองหาอาชีพที่ได้เงินเดือนเยอะ อย่างอาชีพหมอ หรือวิศวกร
ก็ต้องมองย้อนกลับมาต้องเรียนอะไรถึงได้เป็นหมอ มีมหาวิทยาลัยอะไรเปิดสอนบ้าง
เรียนวิชาอะไรบ้าง มีปัจจัยส่งเสริมอะไรบ้างเช่น ค่าใช้จ่าย
วิธีการเรียนรู้และสิ่งที่ต้องเรียนรู้ หากมองเห็นภาพใหญ่ทั้งหมดได้เช่นนี้
ค่อยมองภาพเล็กหรือองค์ประกอบย่อย จะช่วยให้เกิดความคิดอย่างเป็นระบบได้เป็นอย่างดี
จัดลำดับความสำคัญ
ในการจัดความสำคัญของกลุ่มสารสนเทศ มีเครื่องมือที่สามารถช่วยได้คือ แผนภูมิพาเรโต (Pareto diagram) ได้ชื่อมาจาก
Vilfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ชาวอิตาลี
ซึ่งเป็นผู้ที่คิดวิธีนี้ขึ้นมา และเผยแพร่ในปลายศตวรรษที่ 19 โดยใช้กฎ 80/20 ซึ่งมีที่มาจากการสำรวจพบว่า
ในประเทศอิตาลียุคนั้น มีคนรวย 20% คนจน 80% และใน 20% นี้ ครอบครองทรัพย์สิน 80% ขณะที่คน 80% ครอบครองทรัพย์สิน 20%
แผนภูมิพาเรโต
มีลักษณะคล้ายกับกราฟแท่ง หรือ histogram แตกต่างกันที่
แท่งของข้อมูลตามแนวแกนนอน มีค่าลดลงตามลำดับ หลักการของแผนภูมิพาเรโต
ในการปรับปรุงคุณภาพ คือการหาตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพ (quality
function) ตัวอย่างเช่น ถ้าเราหาตัวแปรที่มีผลกระทบต่อคุณภาพ
และนำมาหาค่าตัวเลข หรือร้อยละของผลกระทบนั้น จัดลำดับจากมากไปน้อย
นำมาเขียนกราฟโดยให้แกนตั้งด้านซ้าย เป็นค่าจริงของผลกระทบของตัวแปร
ส่วนแกนตั้งด้านขวา เป็นค่าสะสมของผลกระทบของตัวแปร
ตัวอย่างการใช้งานคือ
นำกลุ่มสารสนเทศที่เราเลือกได้มาจัดลำดับความสำคัญ กลุ่มสารสนเทศไหนที่ส่งผลกระทบมากที่สุดกับภาพร่วมเราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ
ก่อนแล้วค่อยเรียงลำดับกลุ่มสารสนเทศอันดับลองลงมาครับ
สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุและผล
เมื่อเราสามารถจัดลำดับความสำคัญของสารสนเทศที่เข้ามาได้แล้วสิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือ
การหาความเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุและเป็นผล โดยใช้คำถามง่ายๆช่วย เช่น
ทำไม.........ถึง...........เพราะ............ ลองดูนะครับ ทำไมแอร์ถึงเสียเพราะเครื่องคอนเดนซิ่งทำงานหนัก
ทำไมเครื่องคอนเดนซิ่งถึงทำงานหนักเพราะอากาศร้อน
ความเป็นเหตุและผล ต้องสามารถพิสูจน์ได้ เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความคิดเห็น
คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเราสามารถมองเห็นภาพรวม เชื่อมโยงภาพย่อย
มีเหตุและผล แล้วสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการจัดลำดับขั้นตอน
เพื่อที่จะสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและการจัดขั้นตอนต้องมีความชัดเจนระบุชี้ชัดว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง
เป็นลำดับหนึ่ง สอง สาม สี่
WORKSHOP
ให้ทุกกลุ่มช่วยกันเขียนขั้นตอนของการทำ WORKSHOP 1 และ
2 เป็นขั้นตอนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้
จัดความคิดเป็นรูปแบบ
การจัดความคิดเป็นรูปแบบช่วยให้เราสามารถจำได้ง่าย ไม่หลงประเด็น
แล้วไม่ลืมในรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญต่างๆ เช่นการทำออกมาเป็น มายแม็พปิ้ง
ง่ายมีรูปภาพประกอบช่วยให้สมองได้เกิดความคิดนั้นเองครับ
อุปสรรค์ของการคิดอย่างเป็นระบบ
1.
ไม่สามารถมองเห็นภาพรวม
มองแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เช่นเห็นเพื่อนที่ทำงานร่วมกันเข้าออฟฟิศสาย
ถ้าเรามองแต่ภาพตรงหน้าเราก็จะรับรู้แค่ว่า เพื่อนมาทำงานสาย
แต่หากเรามีการมองภาพรวม
เราอาจจะเห็นว่าเพื่ออาจจะได้รับมอบหมายงานบางอย่างก่อนเข้าที่ทำงาน หรือต้องทำงานบางอย่างเพื่องานในวันนี้
หรืออาจจะเป็นเหตุผลในชีวิตประจำวันของเราเช่น อุบัติเหตุ ฝนตก น้ำท่วม
นั้นก็คือต้องฝึกมองภาพรวมก่อนเสมอ
2.
เรียงลำดับความสำคัญไม่ได้
คนที่ไม่มีความคิดอย่างเป็นระบบ
มักจะไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ว่าเรื่องอะไรสำคัญกว่า เช่น ระหว่างดูหนังตอนกลางคือกับการนอนให้เพียงพอ
3.
ไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุและผลได้
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น
อยากสอบได้ต้องไปหาที่บนบานเพื่อให้สอบได้แต่ไม่อ่านหนังสือ
4.
แยกไม่ออกระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น
เพราะความคิดเห็นเป็นข้อมูลที่เข้ามาเยอะมากในชีวิตประจำวันและทุกคนชอบความคิดเห็น
จนทำให้ข้อเท็จจริงบางอย่างไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อใช้ในการตัดสินใจ เช่น มีเพื่อนบอกว่าให้ไปบนบานและจะสอบได้
แต่ข้อเท็จจริงคือการอ่านหนังสือและทบทวนคือสิ่งที่จะทำให้สอบได้
สรุป
การคิดอย่างเป็นระบบต้องเกิดจากการฝึกฝน
ตั้งแต่ในชีวิตประจำวันจนมาถึงเรื่องการทำงานและการพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดนั้นเองครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น